ทัวร์ยุโรป พร้อมข้อเสนอพิเศษ - ราคาถูกที่สุด จองด่วนวันนี้คะ‎ทัวร์ยุโรป เยอะที่สุด เที่ยวคุ้ม หลายเส้นทาง ราคาพิเศษ

ทัวร์ยุโรป สเปน-โปรตุเกส 8 วัน

  • ทัวร์ยุโรป สเปน-โปรตุเกส 8 วัน

  • แมดริด – สนามสู้วัวกระทิง – พระราชวังหลวง – เซโกเบีย – คลองส่งน้ำโรมัน
  • เซโกเบีย – ซาลามังกา – พลาซามาร์ยอ – มหาวิหารซาลามังกา – ปอร์โต(โปรตุเกส)
  • ล่องเรือแม่น้ำดูว์โร – จัตุรัสอเลียโดส – ปอร์โต้ – แหลมโรก้า – ลิสบอน
  • กรุงลิสบอน – หอคอยเบเล็ม – อนุสาวรีดิสคัฟเวอรรี่ – บาราจอร์ท

เดินทาง:  วันที่ 2 – 9 พ.ย.  //  16 – 23 พ.ย.  //  23 – 30 พ.ย.  //  14 –
ระยะเวลา :   8 วัน
ประเทศ :  อิตาลี สวิตเซอร์แลนด์ ฝรั่งเศส
  • รหัสทัวร์: ทัวร์ยุโรป สเปน-โปรตุเกส 8 วัน
  • สถานะแพคเกจทัวร์: มีแพคเกจทัวร์
  • ราคาเริ่มต้น : 63,900 บาท


ทัวร์ยุโรป สเปน-โปรตุเกส 8 วัน 

เข้าชม พระราชวังหลวง ของกษัตริย์ฮวนคาลอส  โอ่อ่าอลังการไม่แพ้พระราชวังอื่นๆในทวีปยุโรป

เที่ยวเมืองปอร์โต้ เมืองที่ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดยองค์การยูเนสโก

ล่องชมความงามสองฟากฝั่งแม่น้ำดูว์โร ชมท่าเรือโบราณและตลาดค้าขายมาตั้งแต่สองสามร้อยปีก่อน

แหลมโรก้า (Capo Da Roca) จุดตะวันตกสุดของโปรตุเกสและของทวีปยุโรป

เข้าชม มหาวิหารแห่งโทเลโด้ มหาวิหารที่ใหญ่ที่สุดในสเปน

กำหนดการเดินทาง วันที่ 2 – 9 พ.ย.  //  16 – 23 พ.ย.  //  23 – 30 พ.ย.  //  14 – 21 ธ.ค.

วันแรก            กรุงเทพฯ – แมดริด (สเปน)

18.00 น.        คณะผู้เดินทางพร้อมกันที่ สนามบินสุวรรณภูมิ อาคารขาออกชั้น 4 ประตูทางเข้าเบอร์ 6-8  เคาน์เตอร์ Q  สายการบินกาตาร์ แอร์เวย์ (qr) เจ้าหน้าที่บริษัทฯ คอยให้การต้อนรับพร้อมอำนวยความสะดวกด้านสัมภาระ และบัตรที่นั่งขึ้นเครื่อง

19.30 น.         ออกเดินทางสู่ มาดริด โดยเที่ยวบินที่ QR 833/Qr 147 แวะเปลี่ยนเครื่องที่สนามบินโดฮา ประเทศกาตาร์ บริการอาหารและเครื่องดื่มตลอดเที่ยวบิน


วันที่สอง        แมดริด – สนามสู้วัวกระทิง – พระราชวังหลวง – เซโกเบีย – คลองส่งน้ำโรมัน

06.55 น.       คณะเดินทางถึง สนามบินบาราคัส (Barajas) กรุงแมดดริด หลังผ่านพิธีการตรวจคนเข้าเมืองแล้ว รถโค้ชปรับอากาศมาตรฐานยุโรป นำคณะเดินทางเข้าสู่ กรุงแมดดริด เมืองหลวงของประเทศสเปน มหานครอันทันสมัยล้ำยุค ที่ซึ่งกษัตริย์ฟิลลิปที่ 2 ได้ทรงย้ายที่ประทับจากเมืองโทเลโดมาไว้ที่นี่ และประกาศให้แมดดริดขึ้นเป็นเมืองหลวงใหม่ของพระองค์ จากนั้นระหว่างปี ค.ศ. 1601-1607 เมื่อพระเจ้าฟิลลิปที่ 3 ได้ย้ายไปที่เมืองวัลลาโดลิด แมดดริดก็ได้ความเป็นเมืองหลวงสืบมาจนถึงบัดนี้ และได้ชื่อว่าเป็นเมืองหลวงที่สวยที่สุดแห่งหนึ่งในโลก และสูงสุดแห่งหนึ่งในยุโรป นำคณะเที่ยวชมเมืองเก่าแก่นับพันปี ตั้งอยู่ใจกลางแหลมไอบีเรียนเป็นเมืองหลวงที่สวยที่สุดแห่งหนึ่งของโลก  นำท่านแวะถ่ายรูปที่ระลึกกับ สนามสู้วัวกระทิง Plaza de Toros ที่ชาวสเปนนิยมชมชอบการสู้วัว เนื่องด้วยเป็นวิถีโบราณแห่งการเอนเตอร์เทนที่เร้าใจมาช้านาน จากนั้นนำคณะเข้าชม พระราชวังหลวง ของกษัตริย์ฮวนคาลอส ตั้งอยู่บนเนินเขาริมฝั่งแม่น้ำแมนซานาเรส มีความสวยงามโอ่อ่าอลังการไม่แพ้พระราชวังอื่นๆในทวีปยุโรป เนื่องจากแนวความคิดเปรียบเทียบความใหญ่โตของพระราชวังแวร์ซายส์ และความสวยงามของพระราชวังลูฟว์ในฝรั่งเศส พระราชวังหลวงแห่งนี้จึงถูกสร้างด้วยหินทั้งหลัง ในปี ค.ศ. 1738 ในสไตล์บาร็อค โดยการผสมผสานระหว่างศิลปะแบบฝรั่งเศสและอิตาเลียน ประกอบด้วยห้องต่างๆ มากมายถึง 2,830 ห้อง ซึ่งนอกจากจะมีการตกแต่งอย่างงดงามแล้ว ยังเป็นที่เก็บภาพเขียนชิ้นสำคัญที่วาดโดยศิลปินในยุคนั้นรวมทั้งสิ่งของมีค่าต่างๆ อาทิ พัดโบราณ, นาฬิกา, หนังสือ, เครื่องใช้, อาวุธ ฯลฯ จากนั้นชม อุทยานหลวง ที่มีการเปลี่ยนพันธุ์ไม้ทุกฤดูกาล ดอกไม้งดงามตลอดปี

กลางวัน          รับประทานอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคาร

บ่าย                  ออกเดินทางสู่ เซโกเบีย เป็นเมืองหลักของจังหวัดเซโกเบียในแคว้นคาสตีลและเลออองของสเปน ตั้งอยู่บริเวณจุดบรรจบระหว่างแม่น้ำเอเรสมากับแม่น้ำกลาโมเรสที่เชิงเขากวาดาร์รามา โดยขณะที่อยู่ภายใต้การปกครองของชาวโรมันและชาวมัวร์ เมืองนี้มีชื่อเรียกว่า เซโกเบีย (Segovia) สันนิษฐานว่าชื่อเมืองมีรากศัพท์มาจากภาษาของชาวเคลต์ว่า เซโกบรีกา (Segobriga) ซึ่งเกิดจากการประสมของคำว่า Sego แปลว่า “ชัยชนะ”

                         และคำว่า Briga แปลว่า “เมือง” นำท่านแวะถ่ายรูปที่ระลึกกับ สะพานส่งน้ำโรมัน จากนั้นนำชมเขตเมืองเก่าล้อมรอบด้วยกำแพงที่สร้างขึ้นตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 8 และได้รับการบูรณะในระหว่างคริสต์ศตวรรษที่ 15 แวะถ่ายรูปที่ระลึกกับ มหาวิหารแห่งเมืองเซโกเบีย (Segovia Cathedral) ที่มีชื่อเสียง ถ่ายรูปกับ ปราสาทแห่งเซโกเบีย หรือ ปราสาทอัลกาซาร์ (คำว่าอัลกาซาร์) ในภาษาอาระบิกแปลว่าปราสาท หลา ยคนเรียกปราสาทแห่งนี้ว่าปราสาทแห่งเทพนิยาย เพราะความสวยสง่างามที่มองเห็นได้จากภายนอก ตั้งอยู่บนชะง่อนผาสูงที่แม่น้ำสองสายไหลมาบรรจบกัน จากนั้นอิสระให้ท่านเดินเล่นเลือกซื้อของฝากของที่ระลึกกับร้านค้าต่างๆ ที่เรียงรายสองข้างทางกันตามอัธยาศัย

ค่ำ           รับประทานอาหารค่ำ ณ ภัตตาคาร (เมนูหมูหันอันขึ้นชื่อ )

 พักค้างคืน ณ HOTEL candido หรือเทียบเท่า


วันที่สาม        เซโกเบีย – ซาลามังกา – พลาซามาร์ยอ – มหาวิหารซาลามังกา – ปอร์โต(โปรตุเกส)

เช้า                   รับประทานอาหารเช้า ณ ห้องอาหารของโรงแรม


                         ออกเดินทางสู่ ซาลามังก้า เมืองหลักของจังหวัดซาลามังก้าในแคว้นคาสตีลและเลออง เมืองมีชื่อที่ได้ยินมานานแล้ว โดยเฉพาะกิติศัพย์ในเรื่องของความเก่าแก่และงดงาม เมืองนี้จึงเป็นเมืองที่ค่อนข้างมีมนต์ขลังอีกเมืองหนึ่งทางภาคตะวันตกของประเทศสเปน บนที่ราบสูงริมแม่น้ำตอร์เมส ในอดีต เมืองซาลามังก้า เป็นเมืองที่มีความสำคัญเป็นอย่างมาก เนื่องจากเป็นศูนย์กลางของการค้าขายเมื่อครั้งสมัยโรมันยังเรืองอำนาจอยู่ นำท่านสู่ ปลาซา มายอร์ (Plaza Mayor) ศูนย์กลางของเมือง สร้างโดยศิลปะสไตล์บาร็อก อันเป็นเอกลักษณ์ของความอู้ฟู่ในยุคศตวรรษที่ 16-18 ในฤดูร้อน พลาซา มายอร์ คือพื้นที่แห่งความบันเทิงของชาวสเปน หนึ่งในนั้นก็คือการสู้วัวกระทิง จนในที่สุดก็เลิกจัดขึ้นที่พลาซาแห่งนี้ในกลางยุคปี ค.ศ. 1800 ปัจจุบันบริเวณนี้เรียกได้ว่าเป็นจุดศูนย์กลางของการทำกิจกรรม และการพบปะของผู้คน จากนั้นนำท่านถ่ายรูปกับ มหาวิทยาลัยซาลามังกา (University of  Salamanca) ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยเก่าแก่ของประเทศสเปนยาวนานถึง 700 กว่าปี นับว่ามีอายุเก่าแก่ไม่แพ้มหาวิทยาลัยชื่อดังของประเทศอื่นๆ ในยุโรป อย่างไรก็ตามสถาปัตยกรรมสำคัญของซาลามังกาคือ มหาวิหาร, พระราชวัง และตัวอาคารหลายแห่งของมหาวิทยาลัยยังคงมีสภาพสมบูรณ์ จนกระทั่งเมื่อปี ค.ศ. 1988 องค์การยูเนสโกได้ขึ้นทะเบียนให้เขตเมืองเก่าของซาลามังกาเป็นมรดกโลก และในปี ค.ศ. 2002 ก็ได้รับการยกย่องให้เป็นเมืองหลวงด้านวัฒนธรรมของยุโรปร่วมกับเมืองบรูจส์ของเบลเยียม นำท่านถ่ายรูปกับ มหาวิหารซาลามังกา ที่อยู่ในเขตเมืองเก่าเป็นส่วนหนึ่งของอาคารประวัติศาสตร์ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก มหาวิหารในเมืองที่สำคัญมี 2 แห่งคือ มหาวิหารเก่าสร้างเมื่อศตวรรษที่ 12 ด้วยรูปแบบศิลปะโรมัน และมหาวิหารใหม่ สร้างเมื่อศตวรรษที่ 16 เป็นศิลปะแบบโกธิกที่ดูทันสมัยขึ้น ใช้เวลาก่อสร้างนานกว่า 200 ปีจึงแล้วเสร็จ ถ่ายรูปที่ระลึกกับ บ้านหอย (House of Shell) ตั้งอยู่ระหว่างปลาซ่า มายอร์กับมหาวิหารใหม่ ตึกนี้มีชื่อตามเปลือกหอยที่ประดับบนกำแพงด้านนอก หอยที่ใช้ประดับนี้เป็นตราประทับของเจ้าของเก่าคืออัศวินซานติอาโก และที่นี่ก็คือบ้านของอัศวินผู้นี้ สร้างขึ้นตั้งแต่สมัยศตวรรษที่ 15 ปัจจุบันได้กลายเป็นหอสมุดสาธารณะ ซึ่งว่าไปก็น่าจะเป็นหอสมุดที่สวยที่สุดแห่งหนึ่งในโลก อิสระให้ท่านเดินเล่นชมเมืองหรือช็อปปิ้งตามอัธยาศัย

กลางวัน         รับประทานอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคาร

บ่าย                  ออกเดินทางสู่ ปอร์โต้ (Porto) เมืองที่ใหญ่เป็นอันดับสองในโปรตุเกส และเป็นหนึ่งในเมืองศูนย์กลางเก่าแก่ของยุโรป ตั้งอยู่ในภาคเหนือของโปรตุเกสที่ปากของแม่น้ำดูว์โร (Duero Hisz) เป็นเมืองท่าที่มีชื่อในด้านไวน์ปอร์โต้ ซึ่งเป็นแหล่งน้ำเมาชั้นดีของคนที่รักในการดื่ม เพราะมี Cave ไวน์ของแต่ละ แบรนด์กระจายไปทั่ว ด้วยปัจจัยเหล่านี้ปอร์โต้จึงได้ถูกขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดยองค์การ ยูเนสโกในปี ค.ศ. 1996 เมืองนี้แบ่งการท่องเที่ยวเป็นสามส่วนใหญ่ๆ  คือ โซนชายฝั่งทะเล ซึ่งสร้างชื่อตอนหน้าร้อนให้กับเมืองนี้ได้อย่างดี โซนเมืองเก่า ซึ่งเป็นที่ตั้งของโบสถ์เก่า, สถานีรถไฟเก่าแก่, ตลาดดั้งเดิมและตึกราบ้านช่องที่บอกถึงความเก่าได้อย่างดี และสำหรับโซนนี้ มีแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญและเป็นที่ที่โรแมนติกมากคือที่ ริมแม่น้ำที่ชื่อว่า The Ribeira ซึ่งมีทิวทัศน์ทั้งในกลางคืนและกลางวัน ส่วนโซนที่สามที่มีแม่น้ำดูว์โรผ่ากลาง คือ โซนเมืองใหม่ หรือ ย่าน Vila Nova de Gala โซนนี้จะเป็นโซนที่สำหรับนักท่องเที่ยวที่ชอบในการดื่ม เพราะเป็นแหล่งผลิตไวน์ปอร์โต้ของทุกยี่ห้อ แล้วแต่เลือกสรรกันไป ซึ่งสองย่านนี้ถูกเชื่อมด้วยสะพานเหล็กที่สูงเฉียดฟ้า และแข็งแกร่ง ซึ่งคนที่สร้างสะพานแห่งนี้มีชื่อว่า Gustave Eiffel เป็นคนเดียวที่สร้างหอไอเฟลในปารีส

ค่ำ                  รับประทานอาหารค่ำ ณ ภัตตาคารพื้นเมือง

พักค้างคืน ณ Hotel holiday inn porto gaia หรือเทียบเท่า


วันที่สี่             ล่องเรือแม่น้ำดูว์โร – จัตุรัสอเลียโดส – ปอร์โต้ – แหลมโรก้า – ลิสบอน

เช้า                   รับประทานอาหารเช้า ณ ห้องอาหารของโรงแรม

                         จากนั้นนำท่านลงเรือ ผ่านชม Cais da Ribeira เรือขนไวน์โบราณ Rabelos ที่จอดเรียงรายให้ชื่นชมความเป็นมาของเมืองนี้และแม่น้ำดูว์โร สถานที่แห่งนี้เคยเป็นสถานที่ที่รุ่งเรืองมากในสมัยที่เป็นท่าเรือโบราณและตลาดค้าขายมาตั้งแต่สองสามร้อยปีก่อน บริเวณนี้จึงได้รับขึ้นทะเบียนเป็นมรดก จากนั้นนำท่านชมความงามของ เมืองมรดกโลกปอร์โต้ โดยเริ่มจาก ย่านจัตุรัสอเลียโดส หรือ (Praça dos Liberdade) เป็นจัตุรัสใจกลางเมืองปอร์โต้ ที่ประกอบด้วยอาคารสวยงามที่เป็นที่ทำการของธนาคารและโรงแรม และศาลาว่าการเมือง (City Hall) จัตุรัสแห่งนี้เป็นจัตุรัสขนาดใหญ่ และเป็นแหล่งรวมอาคารสถาปัตยกรรมเก่าแก่ของปอร์โต้ อิสระให้ท่านได้ถ่ายรูปบริเวณจัตุรัสอเลียโดสแห่งนี้ จากนั้นนำท่านชม สถานีรถไฟ Sao Bento ซึ่งเป็นอาคารสถานีรถไฟโบราณ ภายในมีการตกแต่งด้วยกระเบื้องเขียนสีและลวดลายสีน้ำเงิน บอก เล่าเรื่องราวของชาวโปรตุเกส สวยงามมาก จากนั้นแวะถ่ายรูปกับโบสถ์หลักที่เก่าแก่ที่สุดของเมือง โบสถ์ Se Catedral อายุกว่าพันปี โบสถ์แห่งนี้เป็นที่จัดงานอภิเษกสมรสของกษัตริย์ Joao ที่ 1 บิดาของเจ้าชายเฮนรี่ ผู้บุกเบิกการเดินเรืออันยิ่งใหญ่ของโปรตุเกสเพื่อออกแสวงดินแดนใหม่ จนโปรตุเกสมีอาณานิคมมากมายทั่ว     โลก และโปรตุเกสคือประเทศตะวันตกประเทศแรกที่มาติดต่อกับไทยในปี พ.ศ. 2054 โบสถ์แห่งนี้สร้างอยู่บนเนินที่สามารถมองเห็นทิวทัศน์ของเมือง และ แม่น้ำ  ดูว์โร เป็นจุดชมวิวที่สวย อีกจุด อิสระให้ท่านเก็บภาพประทับใจ จากนั้นนำท่านสู่ ย่าน Shopping Street หลักของเมืองที่ถนน Santa Catarina มีเวลาให้ท่านเลือกซื้อของฝากของที่ระลึกกันตามอัธยาศัย

กลางวัน         รับประทานอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคารจีน

บ่าย ออกเดินทางสู่ แหลมโรก้า (Capo Da Roca) จุดตะวันตกสุดของโปรตุเกสและของทวีปยุโรป ตั้งอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติซินทรา ห่างจากลิสบอนเมืองหลวงประมาณ 45 กม. ตัวแหลมจะยื่นออกไปทางตะวันตกสู่มหาสมุทรแอตแลนติก ซึ่งบริเวณนี้จะเป็นชะง่อนผาสูงประมาณ 100 เมตรเกิดจากการกัดเซาะของน้ำทะเลซึ่งทำให้เกิดคลื่นขนาดใหญ่สูงกว่า 30 เมตร และถือได้ว่าใหญ่ที่สุดในโลกก็ว่าได้ จากตรงนี้ท่านจะได้ชมความงามของมหาสมุทรแอตแลนติกอันยิ่งใหญ่ไพศาลในยามอาทิตย์อัศดง เป็นภาพที่งดงามยิ่งนัก สมควรแก่เวลานำคณะเดินทางไปยัง กรุงลิสบอน เมืองหลวงเก่าแก่มีประวัติยาวนานกว่า 800 ปี ของประเทศโปรตุเกส เมืองที่ได้รับการบูรณะขึ้นมาใหม่จากเหตุการณ์แผ่นดินไหว ตั้งอยู่ในทวีปยุโรปตอนใต้บนคาบสมุทรไอบีเรีย

ค่ำ                  รับประทานอาหารค่ำ ณ ภัตตาคาร หลังมื้ออาหารนำท่านเข้าสู่โรงแรมที่พัก 

พักค้างคืน ณ hotel holiday inn lisbon - continental หรือเทียบเท่า


วันที่ห้า           กรุงลิสบอน – หอคอยเบเล็ม – อนุสาวรีดิสคัฟเวอรรี่ – บาราจอร์ท

เช้า                   รับประทานอาหารเช้า ณ ห้องอาหารของโรงแรม

                         นำคณะเที่ยวชม กรุงลิสบอน ผ่านชมอดีตพระราชวังหลวง อายุเก่าแก่ตั้งแต่ศตวรรษที่ 14 ผสมผสานระหว่างสถาปัตยกรรมโกธิกและมัวร์อย่างสวยงาม ปัจจุบันเป็นที่พำนักอย่างเป็นทางการของประธานาธิบดี ชมเมืองวิหารเจอโรนิโม ที่สร้างขึ้นเพื่อเป็นเกียรติแก่วาสโก ดากามา และการเดินทางสู่อินเดียเป็นผลสำเร็จ ในปี ค.ศ. 1498 จัดเป็นผลงานอันเยี่ยมยอดของงานสถาปัตยกรรมที่เรียกกันว่ามานูเอลไลน์ (Manueline) ใช้เวลาก่อสร้างทั้งสิ้น 70 ปี จึงเสร็จสมบูรณ์ และได้รับการรับรองจากองค์การยูเนสโก้ว่าเป็น World Heritage Site ภายในประกอบไปด้วยอาคารสำคัญต่างๆ แล้วไปชม หอคอยเบเล็ม (Belem Tower) เดิมสร้างไว้กลางน้ำเพื่อเป็นป้อมรักษาการณ์ดูแลการเดินเรือเข้าออก และเป็นจุดเริ่มต้นของการเดินเรือออกไปสำรวจ และค้นพบโลกของวาสโก ดากามา และนักเดินเรือชาวโปรตุเกส เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งของสถาปัตยกรรมมานูเอลไลน์ที่สวยงาม บันทึกภาพกับ อนุสาวรีย์ดิสคัฟเวอรี่ สร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1960 เพื่อฉลองการครบ 500 ปี แห่งการสิ้นพระชนม์ของเจ้าชายเฮนรี่ เดอะเนวิเกเตอร์ และยกย่องนักเดินเรือสำรวจรอบโลก เชิญท่านลองชิม          ขนมทาร์ตคัสตาร์ด (Nata de Pasteis) ในร้านขนมเก่าแก่ที่ให้บริการมากว่าร้อยปีแวะชิมขนมโปรตุเกส ต้นตำรับของขนมไทย อาทิ ทองหยอด, ที่มีต้นตำรับแท้อยู่ที่โปรตุเกสและเข้าไปเผยแพร่ในกรุงศรีอยุธยาโดยท่านท้าวทองกีบ จากนั้นนำชม สะพานแขวนที่ยาวที่สุดในยุโรป ซึ่งสะพานนี้มีชื่อว่า PONTE 25 ABRIL (ซึ่งเมื่อวันที่ 25 APRIL ปี 1974 ได้เกิดการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครองมาสู่ระบอบประชาธิปไตย)

กลางวัน         รับประทานอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคาร

                         นำคณะเดินทางสู่ บาดาจอซ  เมืองหลวงของแคว้นเอ็กซ์เรามาดูราทางตอนใต้ ห่างจากชายแดนประเทศโปรตุเกสเพียง 6 กิโลเมตร เป็นเมืองใหญ่ที่สุดของแคว้น และมีความโดดเด่นในด้านสถาปัตยกรรมที่พวกมัวร์ทิ้งไว้ให้คนรุ่นหลัง ภาพของเมืองที่มีปราสาทอัลกาซาบา บนเนินเขาโอรินาเซ เหนือแม่น้ำกัวเดียน่า เป็นฉากที่แสดงให้เห็นถึงความเป็นอาหรับได้อย่างชัดเจน

ค่ำ                    รับประทานอาหารค่ำ ณ ภัตตาคาร หลังมื้ออาหารนำคณะเดินทางเข้าสู่โรงแรมที่พัก 

 พักค้างคืน ณ ac barajoz by marriott หรือเทียบเท่า


วันที่หก          บาราจอซ – โตเลโด้ – มหาวิหารโตเลโด้ – มาดริด

เช้า                    รับประทานอาหารเช้า ณ ห้องอาหารของโรงแรม

                         นำคณะเดินทางต่อไปยัง โตเลโด้ เมืองประวัติศาสตร์ซึ่งมีความหมายว่าเมืองป้อมน้อย” ในอดีตเป็นเมืองหลวงเก่าของสเปน และเคยถูกชาวโรมันเข้ายึดครองเมืองเมื่อ 2,200 ปีมาแล้ว ปัจจุบันอารยะธรรมของชนต่างชาติครั้งก่อน ยังคงฝังแน่นคละกันอยู่ในชีวิตประจำวันของชาวเมือง ลักษณะผังเมืองโตเลโด้เป็นเอกลักษณ์ที่น่าชื่นชมที่สุดของการจัดสร้างเมืองโบราณอันสมบูรณ์แบบ ตัวเมืองรายล้อมด้วยเนินเขามากมาย ประดุจกำแพงธรรมชาติด้วยหุบผา 3 แห่งโดยมีแม่น้ำทาโคเป็นเส้นทางคมนาคม นอกจากนี้เมืองโตเลโด้เป็นใจกลางของประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรม ปัจจุบันได้รับรองจากยูเนสโก้ประกาศให้เมืองโตเลโด้เป็นเมืองมรดกโลก

กลางวัน          รับประทานอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคาร

บ่าย                  นำคณะเที่ยวชม นครโตเลโด้ ซึ่งเป็นนครที่คงความงดงามและความเป็นมาในฐานะเมืองเก่าอันเปรียบเป็นอนุสรณ์แห่งประวัติศาสตร์นั้นยังคงได้รับการยอมรับ และบันทึกเอาไว้โดยองค์การสหประชาชาติว่าเป็น “เมืองมรดกโลก” จากนั้นนำคณะเข้าชม มหาวิหารแห่งโทเลโด้ มหาวิหารที่ใหญ่ที่สุดในสเปน เริ่มสร้างขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1227 อันเป็นสมัยที่ศิลปะแบบโกธิกกำลังแพร่หลายอยู่ในยุโรป และเสร็จสิ้นสมบูรณ์เมื่อปี ค.ศ. 1493 ถือเป็นมหาวิหารสไตส์โกธิกที่สวยงามที่สุดแห่งหนึ่ง และเป็นศูนย์กลางแห่งศาสนาคริสต์ในประเทศสเปนอีกด้วย ชมห้องเก็บสมบัติของบิช็อบแห่งโทเลโด้ ที่เต็มไปด้วยมงกุฎ และคฑาเพชร นำคณะเดินลัดเลาะตามตึกรามบ้านช่องเก่าแก่สมัยโรมัน ท่านจะประทับใจกับความงดงามและความเก่าแก่ของโทเลโด้ ซึ่งเหมือนกับพิพิธภัณฑ์ทั้งเมือง นำชมโรงงานผลิตเครื่องถมของสเปนดามาสกิโน่ ที่สวยงามด้วยการนำทองและเงินมาตีเป็นเส้น และตอกลงบนโลหะสีดำ  เป็นงานฝีมือที่มีชื่อเสียงของโทเลโด้มาช้านาน  ได้เวลานัดหมายคณะเดินทางสู่ กรุงแมดดริด เมืองหลวงของประเทศสเปน มหานครอันทันสมัยล้ำยุค ที่ซึ่งกษัตริย์ฟิลลิปที่ 2 ได้ทรงย้ายที่ประทับจากเมืองโทเลโดมาไว้ที่นี่ และประกาศให้แมดดริดขึ้นเป็นเมืองหลวงใหม่ของพระองค์ จากนั้นระหว่างปี ค.ศ. 1601-1607 เมื่อพระเจ้าฟิลลิปที่ 3 ได้ย้ายไปที่เมืองวัลลาโดลิด แมดดริดก็ได้ความเป็นเมืองหลวงสืบมาจนถึงบัดนี้ และได้ชื่อว่าเป็นเมืองหลวงที่สวยที่สุดแห่งหนึ่งในโลก และสูงสุดแห่งหนึ่งในยุโรป นำคณะเที่ยวชมเมืองเก่าแก่นับพันปี ตั้งอยู่ใจกลางแหลมไอบีเรียนเป็นเมืองหลวงที่สวยที่สุดแห่งหนึ่งของโลก (89.6 กิโลเมตร/ประมาณ 1 ชั่วโมง 2 นาที)

ค่ำ                      รับประทานอาหารค่ำ ณ ภัตตาคารพื้นเมือง  เมนูข้าวผัดสเปนอันเลื่องชื่อของสเปน

พักค้างคืน ณ ayre gran colon Hotel หรือเทียบเท่า


วันที่เจ็ด         พลาซาร์มายอร์ – ปูเอต้าเดซอล – สนามเบอร์นาบิว – มาดริด – กรุงเทพฯ

เช้า                   รับประทานอาหารเช้า ณ ห้องอาหารของโรงแรม


                         นำท่านคณะ ถ่ายรูปด้านหน้าสนามซานเตียโก เบร์นาเบว  เป็นสนามฟุตบอลที่มีชื่อเสียงในกรุงมาดริดของประเทศสเปน เป็นสนามเหย้าของสโมสรฟุตบอลเรอัลมาดริดเริ่มเปิดใช้สนามเมื่อวันที่ 27 ตุลาคม ค.ศ. 1944 เดิมมีชื่อว่าเอสตาดีโอชามาร์ติน (Estadio Chamartín) ตามชื่อของสนามเดิมของสโมสร เปิดใช้สนามอย่างเป็นทางการในเดือนธันวาคม 1947 เรอัลมาดริดได้ประกาศใช้ชื่อที่ใช้อยู่ในปัจจุบันคือ เอสตาดีโอซานเตียโก เบร์นาเบว เมื่อวันที่ 4 มกราคม 1955 เพื่อเป็นเกียรติแก่ประธานสโมสรคือ ซานเตียโก เบร์นาเบว เยสเต นำคณะท่านเที่ยวชมสถานที่สำคัญๆ ในกรุงแมดริด เริ่มต้นจาก ปลาซา เดอ เอส ปันญา  อนุสาวรีย์เซอร์แวนเตส กวีเอกชาวสเปนที่ตั้งอยู่เหนืออนุสาวรีย์ดอนกิโฮเต้และซันโซปันซาในสวนสาธารณะ, ปลาซ่า มายอร์ จัตุรัสหลวง ศูนย์กลางเมืองอันเก่าแก่ ถูกสถาปนาขึ้นในปี ค.ศ. 1620 จากนั้นนำคณะชมย่านเมืองเก่า พลาซ่าร์ มายอร์ เป็นจตุรัสใหญ่ใจกลางเมืองเก่าอดีตใช้ประกอบพิธีกรรมทางศาสนา เป็นที่ประกอบพิธีราชาภิเษก และงานฉลองพิธีสำคัญ ๆ เป็นที่ประลองฝีมือของบรรดาอัศวิน และเคยเป็นแหล่งสู้รบอย่างดุเดือด ระหว่างทหารของนโปเลียนกับชาวสเปน ปัจจุบันยังคงมีบรรยากาศ และความงามสมัยศตวรรษที่ 1แล้วเข้าสู่ ย่าน ปูเอต้า เดล ซอล หรือ ประตูพระอาทิตย์ จัตุรัสใจกลางเมือง ซึ่งนอกจากจะเป็นจุดนับกิโลเมตรแรกของสเปนแล้ว ยังเป็นศูนย์กลางรถไฟใต้ดินและรถเมล์ทุกสาย และยังเป็นจุดตัดของถนนสายสำคัญของเมืองที่หนาแน่นด้วยร้านค้ามากมาย และห้างสรรพสินค้าใหญ่อีกด้วย ถ่ายรูปคู่กับ อนุสาวรีย์หมีกับต้นมาโดรนา สัญลักษณ์ของเมือง จากนั้นอิสระให้ท่านเดินเที่ยว walking street  ถึงเวลานัดหมายนำท่านเดินทางสู่ สนามบินบาราคัส-แมดริด นำท่านทำรายการ  TAX REFUND พร้อมกับเชคอิน

16.20 น.         เดินทางกลับสู่ กรุงเทพฯ โดยเที่ยวบินที่ QR 150/QR 836 แวะเปลี่ยนเครื่องที่สนามบินโดฮา ประเทศกาต้าร์ บริการอาหารและเครื่องดื่มตลอดเที่ยวบิน


วันที่แปด        สนามบินสุวรรณภูมิ

13.20 น.         คณะเดินทางกลับถึง สนามบินสุวรรณภูมิ  ด้วยความสวัสดี...พร้อมความประทับใจมิรู้ลืม

 

ขอบคุณท่านที่ใช้บริการ

 

สเปน – โปรตุเกส 8 วัน

อัตราค่าบริการ

พักห้องคู่ หรือห้อง 3 เตียง

พักเดี่ยว  จ่ายเพิ่ม

 วันที่  2 – 9 พ.ย. 60

63,900

11,000

วันที่ 16 – 23 พ.ย. 60

63,900

11,000

วันที่  23 – 30 พ.ย. 60

63,900

11,000

วันที่ 14 – 21 ธ.ค. 60

63,900

11,000

** ราคาดังกล่าวอาจมีการปรับเปลี่ยนหากสายการบินมีการเรียกเก็บภาษีน้ำมันและภาษีสนามบินเพิ่มเติม **

*** โรงแรมในยุโรป ไม่อนุญาตให้เด็กอายุมากกว่า 6 ปีขึ้นไป เข้าพักแบบไม่มีเตียงเสริม ***

 

***หมายเหตุ : บริษัทฯ ขอสงวนลิขสิทธิ์ในการยกเลิกหรือเปลี่ยนแปลงราคากรณีผู้ร่วม      เดินทางน้อยกว?

แสดงความเห็น

หมายเหตุ: ไม่รองรับข้อความที่มีรูปแบบ เช่น HTML PHP Javascript
    แย่           ดี